วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บริการรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคล



บริการรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคล
                   บริการรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคล คือ บริการศึกษาเด็กเป็นรายุคคล เป็นบริการอันดับแรกของบริการแนะแนว เป็นบริการที่ทำให้ผู้แนะแนวและครูสามารถรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ช่วยผู้แนะแนวสามารถรู้จักตัวนักเรียนมากยิ่งขึ้น และสามารถหาทางช่วยเหลือได้ถูกต้องยิ่งขึ้น
                   การศึกษาและการสำรวจนักเรียนเป็นรายบุคคล ช่วยให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานแนะแนว เช่น ผู้บริหาร ครูแนะแนว ครู รวมทั้งบิดามารดาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถรู้จักและเข้าใจนักเรียนได้อย่างดี
การศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล ประกอบไปด้วยหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ การรวบรวมข้อมูล

หลักในการรวบรวมข้อมูล
                   1.   ข้อมูลที่ได้ต้องเป็นข้อมูลที่ชัดเจน สามารถเข้าใจได้ง่าย
                   2.   ข้อมูลที่จัดหาต้องตรงความเป็นจริง และเป็นข้อมูลที่สรรหามาเป็นอย่างดี
                   3.   เป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เท่าทันเหตุการณ์ ไม่ล้าสมัย
                   4.   เมื่อได้ข้อมูลหลาย ๆ อย่างแล้ว ต้องเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันจัดให้เข้าพวกเข้าหมู่อย่างมีระเบียบ
                   5.   ข้อมูลที่ได้ต้องเก็บเข้าแฟ้มให้เรียบร้อย เพื่อจะได้สามารถได้ง่ายและสามารถนำมาใช้ได้รวดเร็วเมื่อต้องการใช้

วิธีรวบรวมข้อมูล
                   1.   การสังเกต เพื่อดุพฤติกรรมของเด็ก เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวินิจฉับปัญหา การสังเกตพฤติกรรมของเด็กต้องมีวัตถุประสงค์ในการสังเกต การสังเกตแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
                         1.   แบบให้คะแนน จะใช้ตัวเลขแทนการบอกคุณลักษณะที่ต้องการจะประมาณค่า
                         2. แบบพรรณนา จะบรรยายคุณลักษณะ ความสูงต่ำ มากน้อยของคุณสมบัติแล้วให้ผู้ประมาณค่าใส่เครื่องหมายที่ช่องว่างหน้าข้อความที่ตรงกับความรู้สึกนึกคิดของผู้ประมาณค่า
                         3. แบบกราฟ ผู้ประมาณค่าจะใส่ลงตามช่องพฤติกรรมที่เหมาะสม เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด
                         4. แบบเปรียบเทียบ ใช้เปรียบเทียบค่าของสิ่งที่ได้ประมาณแล้วของเด็กสองคน โดนำเอาลักษณะต่างๆ มาเปรียบเทียบกันในลักษณะที่เท่ากัน ดีกว่ากัน เลวกว่ากัน มาตราส่วนเปรียบเทียบเป็นวิธีการนำเอาลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน
                   2.   การออกแบบสอบถาม เพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากบุคคลจำนวนมากโดยใช้ระยะเวลาสั้น ๆ และจะได้ข้อมูลจำนวนมากอย่างกว้าง ๆ สามารถประหยัดทั้งเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่าย แบบสอบถามทั่วๆ ไปมี 3 ลักษณะคือ
                         1. เป็นแบบสอบถามที่ต้องการทราบเรื่องราวที่เป็นความจริง โดยให้ตอบรับหรือปฎิเสธสั้นๆ เท่านั้น
                         2. เป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบเปิดเผยความรู้สึกหรืออารมณ์ส่วนตัว
                         3.   เป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบมีโอกาสตอบอย่างเสรีตามความคิดเห็นของตนเอง
                   3.   สังคมมิติ เป็นเครื่องมือที่ใช้ศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล โดยการใช้จัดสถานภาพทางสังคมของเด็กเพื่อทราบถึงสภาพหรือความสัมพันธ์ของเด็กที่อยู่สังคมเดียวกัน ทำให้ทราบถึงบุคลิกภาพของเด็กที่มีผลต่อสภาพสังคมรอบๆ สังคมมิติคือ วิธีการที่จะศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ เกี่ยวกับสังคมของบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันโดยใช้วิธีการถามถึงสภาพความรู้สึกของเด็กแต่ละคนที่มีต่อเพื่อนร่วมกลุ่มของตน
                   4.   การศึกษาเด็กเป็นรายกรณี เป็น วิธีที่ใช้สำหรับสรุปข้อมูลของบุคคลเป็นรายๆ ไปถือว่าเป็นวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอ ผลรวมของบุคลิกภาพ ซึ่งต้องมีการศึกษาประวัติรวบรวมข้อมูลมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และกระทำต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้บุคคลผู้ประสบปัญหาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ได้และจะออกมาในลักษณะของการวิเคราะห์โดยการตีความหมายของข้อเท็จจริงต่างๆ
                         จากข้อมูลที่รวบรวมไว้ในการศึกษารายกรณีต้องดำเนินงานตามขั้นตอนต่อไปนี้
                         1. ขั้นตั้งปัญหา โดยการเลือกเด็กที่ต้องการศึกษา
                         2. ขั้นรวบรวมข้อมูล เก็บรวมรวบข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กเพื่อการศึกษาปัญหาหรือการกระทำ
                         3. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล การหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลจากแห่งที่เชื่อถือได้
                         4.   ขั้นตั้งปัญหา เป็นการศึกษาวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหาของเด็ก
                         5. ขั้นติดตามผล เป็นการติดตามผลที่แก้ไขปัญหาไปแล้วได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่ เพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงใหม่
                   5. ระเบียบพฤติการณ์ เป็นวิธีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กอย่างย่อๆ ในช่วงเวลาหนึ่งแล้วสรุปผลออกมา สรุปแล้วระเบียบพฤติการณ์เปรียบเสมือนกับการถ่ายภาพการกระทำต่างๆ ของเด็กในแต่ละครั้งในแต่ละสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นออกมาเป็นข้อความบรรยายอย่างชัดเจน
                   6.   พฤติกรรมวรรณา เป็นการรายงานพฤติกรรมเกี่ยวกับทุกๆ ด้านของนักเรียน เพื่อช่วยให้ครูและผู้แนะแนวมีความเข้าใจเด็กยิ่งขึ้นพฤติกรรมวรรณาแตกต่างกับมาตราส่วนประมาณค่า และระเบียบพฤติการณ์ พฤติกรรมวรรณาจะช่วยสนับสนุนข้อมูลที่ได้จากมาตราสาวนประมาณค่าและระเบียบพฤติการณ์ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมจะจัดแยกกันไว้เป็นหมวด
                   7.   ระเบียบสะสม เป็นการบันทึกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวเลขตั้งแต่เริ่มเข้เรียนจนกระทั่งออกจากโรงเรียนจนออกจากโรงเรียน ระเบียบสะสมจะมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขดังนี้ คือ
                         1. ข้อมูลส่วนตัว
                         2. ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ
                         3. ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียน
                         4. ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาบุคลิกภาพ
                         5. ข้อมูลเกี่ยวกับผลของการทดสอบ
                         6. ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจกรรม
                         7. ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพ
                         8. ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับตัวเข้ากับสังคม
                         9. ข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบพฤติการณ์
                   ระเบียบสะสมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
                         1. ชนิดใส่ซอง โดยข้อมูลของนักเรียนแต่ละคนจะแยกกรองลงในแผ่นระเบียบเป็นแต่ละชนิดไป
                         2. ชนิดพับ โดยข้อมูลทั้งหมดจะกรอกในกระดาษแผ่นเดียวแล้วพับ เป็นแบบที่นิยมกันมากในโรงเรียน
                   8.   การไปเยี่ยมบ้าน เป็นวิธีที่ครูเดินทางไปเยี่ยมนักเรียนเพื่อพบปะปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง เพื่อช่วยให้ครูเข้าใจนักเรียนอย่างลึกซึ้ง เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา โดยครูจะได้ทราบเรื่องราวของนักเรียนจากผู้ปกครองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาได้
                         หลักในการไปเยี่ยมบ้าน
                         1. ก่อนไปเยี่ยมบ้าน ครูต้องทราบประวัติส่วนตัวของนักเรียนอย่างดีเสียก่อน
                         2. ควรติดต่อให้ผู้ปกครองทราบล่วงหน้าก่อน
                         3. ไม่ควรไปบ่อย หรือไปแต่ละครั้งแล้วอยู่นานๆ
                         4. เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพภายในบ้าน ฐานะและเศรษฐกิจของครอบครัว ความสัมพันธ์ของบุคคลภายในครอบครัว ความสนใจของครอบครัว รวมทั้งสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้าน
                         5. ครูต้องมีกลวิธีในการสัมภาษณ์อย่างดี
                         6. ครูต้องปรับตัวเข้ากับผู้ปกครองได้อย่างดี
                         7. บุคคลที่ทำหน้าที่ต้องทำด้วยความสมัครใจไม่ใช่ฝืนใจทำ
                         8. พยายามสร้างความประทับใจต่อผู้ปกครอง
                         9. ต้องกลับมาจดบันทึกทุกครั้งจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อสงสัยจะได้อ่านดู
                   9.   กลวิธีระบายความในใจ คือวิธีการทดสอบบุคลิกภาพของเด็ก โดยให้เด็กได้แสดงความรู้สึกออกมาโดยใช้เครื่องเร้ากระตุ้นแล้วนำไปตีความหมายอีกครั้งหนึ่ง กลวิธีระบายความในใจอยู่ 2 ชนิดคือ
                         1.   แบบทดสอบการใช้หยดหมึกของรอส์ชาช โดยให้ผู้รับทดลองดูภาพจากหยดหมึกจำนวน 10 ภาพ แล้วให้แสดงความนึกคิดว่าเห็นอะไรจากภาพเล่านั้น แล้วนำมาวิเคราะห์
                         2. แบบทดสอบของการดูภาพที่ไม่มีคำอธิบาย เป็นการตรวจดูภาพโดยให้ดูจากรูปภาพไม่มีคำอธิบาย แบ่งออกได้หลายวิธีดังนี้
                                2.1   แบบทดสอบให้บอกสิ่งที่เห็นจากภาพ
                                2.2   แบบทดสอบการแสดงปฏิกิริยาระหว่างเด็กและผู้ใหญ่
                               2.3   ข้อทดสอบเด็ก
                                2.4   ข้อทดสอบการเล่าเหตุการณ์จากรูปภาพ
                                2.5   ข้อสอบเทคนิคเกี่ยวกับการเล่น
                   10. การใช้แบบสำรวจปัญหา การใช้แบบสำรวจปัญหา เป็นวิธีสำรวจปัญหาของเด็ก ดูว่าเด็กมีปัญหาอะไรบ้าง ผู้ดำเนินการจะต้องรวบรวมปัญหาไว้มาก ๆ แล้วนำปัญหาเหล่านั้นมาเขียนข้อความที่สละสลวย การสำรวจปัญหาจะต้องช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาของนักเรียนเพื่อนำไปจัดการแก้ไขต่อไป
                   11. การทดสอบ เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดสติปัญญา ความถนัด ความสนใจ บุคลิกภาพ ทัศนคติ เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดลักษณะที่แท้จริงของนักเรียน เพื่อทำให้เข้าใจนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น การใช้แบบทดสอบต้องระวังความผิดพลาด ข้อทดสอบต้องมาตรฐานเที่ยงตรง เชื่อถือได้ การนำข้อทดสอบมาใช้ต้องแน่ใจว่าสามารถใช้ได้ผล การใช้ข้อทดสอบศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล ควรใช้ภายหลังวิธีอื่น ๆ ชนิดของข้อทดสอบที่ใช้ในการแนะแนวที่สำคัญๆ มีดังนี้
                         1. ข้อทดสอบใช้วัดสติปัญญา
                         2. ข้อทดสอบวัดความถนัดตามธรรมชาติ
                         3. ข้อทดสอบวัดความสนใจ
                         4. ข้อทดสอบวัดความสัมฤทธิ์
                         5.   ข้อทดสอบเกี่ยวกับการปรับตัว
                         6. ข้อทดสอบวัดบุคลิกภาพ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น