วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์
ชีวประวัติ
ฟรอยด์ เกิด ณ เมืองไฟรเบิร์ รัฐโมราเวีย ประเทศเซโกสโลวะเกีย เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม  ค.ศ.  1856 เป็นชาวยิว บิดาเป็นพ่อค้าขนสัตว์ ฐานะปานกลาง เมื่ออายุ 4 ขวบ บิดาย้ายครอบครัวไปอยู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เขาเข้าเรียนจบวิทยาศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเวียนนาเมื่อ ปี ค.ศ. 1873  วิทยฐานะนี้ประกอบอาชีพมีรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ไปศึกษาแพทย์ศาสตร์ต่อ เขาสนใจทางประสาทวิทยาและการสะกดจิตมาก ต่อมาได้รับการฝึกฝนเป็นนักจิตวิเคราะห์ และประกอบอาชีพเป็นจิตแพทย์อยู่ในกรุงเวียนนานั้นเอง
        ฟรอยด์แต่งงานกับมาร์ชา เบอร์เน มีบุตรธิดา 6 คน และอยู่กินด้วยกันตลอดชีพ ฟรอยด์อาศัยอยู่ในกรุงเวียนนาเกือบตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อพวกนาซีเข้ามายึดครองเมืองจีงได้อพยพไปอยู่กรุงลอนดอนเมื่อ ค.ศ. 1938 และสิ้นชีพ ณ ที่นั้นปีถัดมา

แนวคิดที่สำคัญ
1.    จิตใต้สำนึก 
                ฟรอยด์เป็นผู้ริเริ่มให้ความสนใจกับจิตใต้สำนึกเท่านั้น ฟรอยด์เป็นผู้ริเริ่มให้ความสนใจกับจิตใต้สำนึก เขาเปรียบเทียบว่าจิตใจมนุษย์มีสภาพคล้ายภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร มีส่วนที่อยู่เหนือผิวน้ำเป็นส่วนเป็นส่วนน้อย ยังมีส่วนอยู่ใต้ผิวน้ำเป็นส่วนใหญ่โตมาก ภาวะติตระดับที่มีความสำนึกควบคุมอยู่เช่นเดียวกับส่วนของน้ำแข็งที่อยู่เหนือผิวน้ำ ภาวะจิตใจใต้สำนึกเหมือนส่วนที่อยู่ใต้ผิวน้ำ เป็นที่สะสมองค์ประกอบของจิตไว้มากมาย ฟรอยด์ อธิบายว่าจิตระดับใต้สำนึกมีกลไกทางจิตหลายประเภทด้วยกัน เช่น แรงจูงใจ อารมณ์ที่ถูกำเก็บกด ความรู้สึกนึกคิด ความฝัน ความทรงจำ ฯลฯ พลังจิตใต้สำนึกมีอิทธิพลเหนือจิตสำนึกกระตุ้นเตือนให้ปฏิบัติพฤติกรรมประจำวันทั่ว ๆ ไป เป็นแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมไร้เหตุผลและผิดปรกติในลักษณะต่าง ๆ ฟรอยด์ได้ใช้เวลาศึกษาเรื่องจิตใต้สำนึกอยู่ถึง 40 ปี ได้เขียนหนังสืออธิบายเรื่องนี้ไว้ยืดยาว
                พลังจิตใต้สำนึกที่ไม่มีโอกาสได้แสดงพฤติกรรมออกมานั้น มักแปรรูปเป็นพฤติกรรมผิดปกติ รูปใดรูปหนึ่งก็ได้ เช่น รู้สึกกลัวตลอดเวลา กามวิปริต ซึมเศร้าตลอดเวลา ฯลฯ การช่วยเหลือบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปรกติประเทนี้ จำเป็นต้องเข้าใจหยั่งรู้ถึงพลังจิตให้สำนึกที่เป็นต้นเหตุ จิตแพทย์สกุลฟรอยด์อาจใช้วิธีการสะกดจิต หรือการบำบัดแบบ Free Association  เพื่อให้คนไข้ได้เปิดเผยพลังจิตใต้สำนึก ซึ่งเขาไม่เคยเล่า ไม่เคยเปิดเผย ไม่เคยแสดงออกหรือ ซึ่งเจ้าตัวเองก็อาจไม่ตระหนักรู้มาก่อน
                พลังสำนึกและใต้สำนึก กระตุ้นให้มนุษย์ประกอบพฤติกรรมต่าง ๆ นานา พฤติกรรมบางประเภทถูกกระตุ้นโดยจิตสำนึกอย่างเดียว เช่น การพูดอย่างระมัดระวัง พฤติกรรมส่วนมากเกิดจากพลังผลักดันของจิตสำนึกและจิตมใต้สำนึกปะปนกัน  เช่นบางคราวเผลอพูด คิด ทำ แล้วมีสติระลึกได้ทันทีว่าควรหรือไม่ควร จึงเปลี่ยนคำพูด วิธีคิด การกระทำพฤติกรรมบางประเภทถูกกระตุ้นโดยจิตใต้สำนึกอย่างเดียว เช่น ความฝัน การพลั้งปาก การทำอะไรอย่างเผลอไผล ไม่รู้ตัว
2.    โครงสร้างบุคลิกภาพ
      ฟรอยด์ อธิบายว่า โครงสร้างบุคลิกภาพ ประกอบด้วยพลัง 3 ประการ ได้แก่ Id Egoและ Super Ego  (ยังไม่พบศัพท์ภาษาไทยที่แปลได้ตรงความหมายอย่างแม่นยำ ) พลังทั้ง 3 มีลักษณะเฉพาะตัว แต่ก็มีอิทธิพลต่อกันและทำงานร่วมกัน บุคลิกภาพของผู้ใดมีลักษณะใดขึ้นอยู่กับพลัง Id Ego และ Super Ego  ทำงานร่วมกันในลักษณะอย่างไร
                        1. Id  เป็นพลังงานคิดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด จึงหมายรวมทั้งสัญชาตญาณด้วย มักเกี่ยวพันกับการสนองความปรารถนาทางกาย เป็นพลังเพื่อให้ได้มาซึ่งความพอใจ โดยไม่คิดคำนึงถึงเหตุผลตามความเป็นจริง หรือความถูกต้องดีงาม พลัง Id จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พลังแสวงหาความสุข (Pleasure Seeking Principle)  พฤติกรรมที่เกิดจากการกระตุ้นของพลัง Id  เป็นพลังอำนาจอย่างหนึ่งของบุคคลในอันที่จะต้องทำอะไร  ๆ ทุกอย่างเพื่อสนองความปรารถนาของอินทรีย์ ให้ชีวิตมีความสุขสบาย  Id เป็นระบบที่ผลักดันให้บุคคลแสวงหาความสุขความพอใจที่ต้องการอยากจะได้อยู่ตลอดชีวิต เป็นระบบ ของความปรารถนาและทำอะไรตามใจได้อย่างรุนแรงโดยปราศจากเหตุผล Id  จึงเป็นส่วนที่มนุษย์แสวงหาความสุขสำราญ  ไม่รู้ผิดรู้ถูก ไม่รู้ผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น วิธีการใดจะนำมาให้ชีวิตได้รับการบำบัดความต้องการกระหายความอยากเป็น
                ต้องทำทั้งนั้น ถ้าทำไม่ได้ก็จะแสดงออกมาในรูปแบบของการฝัน Fleud ถือว่าความฝันเป็นการแสดงความปรารถนาของเราให้สมใจเสมอ (Wishfulfillment)  เราจะฝันถึงสิ่งที่เราอยากได้ทุกครั้ง จะเห็นว่า คนพวกจิตเภท คือเป็นโรคจิตรุนแรง อำนาจของ Id  แสดงออกมาให้เห็นมากที่สุด Id แสดงตัวออกมาให้เห็นตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กพลัง Id มีแรงผลักดันสูงมากกว่าพลัง Ego และ Super Ego  หากเด็กถูกกักกันมาเกินไปไม่ให้ได้รับความพึงพอใจตอบสนอง Id  ดังนี้จะเป็นผลร้ายต่อพัฒนาการบุคลิกภาพที่สมดุลในภายหน้า เช่น เป็นคนอ่อนไหวง่ายต่อคำสรรเสริญ นินทา เป็นต้น
                2. Ego   เป็นพลังแห่งการรู้และเข้าใจ การรับรู้ข้อเท็จจริง การใช้เหตุผล การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย การแสวงหาวิธีการเพื่อตอบสนองพลัง  Id เช่น เมื่อหิว พลัง  Ego  ก็จะใช้เหตุผลตรึกตรองว่าจะบำบัดความหิวได้โดยวิธีใด ตามสถานภาพแวดล้อม เช่น ไปสำรวจตู้เย็นก่อน ทำอาหารเอง ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ฯลฯ  จึงมีชื่อเรียกว่า Ego  อีกอย่างว่าพลัง รู้ความจริง”  ( Resllity Principle)   
                3. Super Ego  เป็นพลังที่คอยควบคุม Ego  ให้หาหนทางที่เหมาะสมที่สุดในการสนองความต้องการ Id โดยเหนี่ยวรั้งให้ทำอะไรอยู่ในกรอบประเพณี  ถูกเหตุถูกผล ให้คำนึงถึงความผิชอบชั่วดี มีคุณธรรม และสังคมเป็นใหญ่
                 Super Ego  เป็นพลังหรืออำนาจขั้นสูงสุดยอดเหนือ  Id  และ Ego อีกทีหนึ่ง กล่าวคือ พัฒนาการมาจาก Ego  อีกทีหนึ่ง เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมาตรฐานหรือคุณค่าทางศีลธรรมจรรยา ซึ่ง Ego  ได้เรียนรู้มาจากการที่ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ Super Ego  ทำหน้าที่ธรรมสำนึก (Conscience)  เป็นมโนธรรม (Conscience)   ตักเตือนว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเลวควรหลีกเลี่ยงเตือนให้รู้ว่าสิ่งนี้ผิดจงอย่าทำ และทำหน้าที่อุดมการณ์ (Ideal) สอนให้ทำดีทำหน้าที่เป็นดุดมคติแนะนำว่าอะไรเป็นสิ่งดี เป็นสิ่งที่ควรทำ Super Ego  เป็นส่วนประกอบหนึ่งของบุคลิกภาพของบุคคล ที่จะกระทำพฤติกรรมต่าง ๆ   โดยยึดมั่นในอุดมคติหลักศีลธรรม ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น Super Ego  เป็นศีลธรรมประจำใจ ของบุคคล Super Ego เป็นการประพฤติปฏิบัติโดยยึดหลักศีลธรรม ระบบนี้จึงเป็นองค์ประกอบของบุคลิกภาพส่วนที่เป็นคุณธรรมต่าง ๆ ที่สังคมยอมรับและต้องการเป็นระบบ Moral Principle พูดให้เข้าใจง่าย ว่า Super Ego  บังคับคนเราในทางศีลธรรมจรรยาให้รู้สึกผิดชอบชั่วดีตามแนวคิดของสังคม ไม่ใช่การทำอะไรตามใจตนเองเพื่อความสุขเพื่อความจริงตามร่างกายอยากได้โดย
อำนาจ  Id   และ  Ego  แต่ลำพังการกระทำต้องอยู่ในทำนองคลองธรรมมีศีล มีสัตย์เป็นต้น  ลักษณะ Id  Ego  และSuperego มีความสัมพันธ์กันในตัวบุคคลอันบังคับให้แสดงพฤติกรรมออกมาร เป็นบุคลิกภาพต่าง ๆ กันของคนเรา
                เมื่ออธิบายโครงสร้างบุคลิกภาพว่าเป็นไตนามิก คือต้องมีการปรับตัวอยู่ร่ำไปเพราะส่วนประกอบทั้งสามของโครงสร้างบุคลิกภาพนี้จะขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา โดยที่ Id  จะเอาแต่ความสุขสำรายตามใจเท่านั้น พยายามที่จะหาความพอใจมาตอบสนองความต้องการของตนเอง ก็ตั้งหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมไว้อย่างสูงส่ง ต้องทำสงครามต่อทั้ง Id เพราะทั้งสองอย่างตัวนี้มักจะหลงลืมบัญญัติทางศีลธรรม ซึ่ง Superego เป็นผู้พิทักษ์อยู่ร่ำไปส่วน Ego  จะเสือกไสไม่ยอมรับข้อเสนอของ Id  บางครั้งก็เข้ากับ Superego แล้วแต่สถานการณ์ ระบบลักษณะระบบดังกล่าวทั้ง 3 ระบบนี้มีความขัดแย้งตอลดเวลา ขณะใดที่ระบบใดชนะ มีอำนาจมากกว่าพฤติกรรมของบุคคลก็จะแสดงออกมาตามแนวของระบบนั้น จึงจะเห็นกันบางทีจะมีท่าทีขัดแย้งกันเองอยู่ในบางครั้ง  Superego  มีหน้าที่คอยหักห้ามความอยาก คือ Id  มิให้แสดงอาการตามความเรียกร้องของสัญชาตญาณ Superego จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กอายุ 5 ขวบ Superego จะทำงานตาม หลักการแห่งความสมบูรณ์นั่นคือเปรียบเสมือนอำนาจฝ่ายสูงที่คอยบอกถึงความถูกผิด ความสมควร ไม่สมควร ในการที่บุคคลจะมีพฤติกรรมเพื่อตอบสนองแรงจูงใจจาก Id  ซึ่ง Superegoนี้อาจเกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์มีเวลาแห่งการเป็นทารกยาวนานกว่าสัตว์ใด ๆ เวลาเป็นทารกต้องพึ่งผู้ใหญ่เมื่อต้องพึ่งพาเขาก็เกิดวิตกกังวลว่าเขาจะหยุดรักตนเสียเมื่อไรก็ได้ ความวิตกอันนี้ทำให้ต้องรู้จักเอาใจเขา สิ่งใดที่เขาห้ามก็ไม่ทำ สิ่งใดที่เขาว่าดีจึงประพฤติตามแม้ว่าตนจะต้องสละความสำราญบางอย่างก็ต้องยอม ต่อมาแม้ไม่มีผู้ใหญ่คอยบงการ ก็รู้จักบังคับหักห้ามความอยากของตนได้  Id  มีแต่ความอยากเป็นตัวตัณหา  Superego  เป็นตัวมโนธรรม คอยเตือน  คอยควบคุม คอยกระตุ้นเป็นเสมือน ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงของ Ego ให้รู้ว่าควรหรือไม่ควรทำ ต้องทำหรืออย่าทำ”  อยู่ตลอดเวลา มิให้ตัวกลางต้องตกเป็นทาสของตัณหา เมื่อไรจิตใจรู้สึกอยากทำก็อยาก แต่กระดาก อายก็อาย นั่นคือ ตัวตัณหากำลังต่อสู้กับมโนธรรมเพราะ Superego เป็นส่วนที่ยึดเหนี่ยวกับหลักศีลธรรมคุณธรรมหรืออุดมคติ ซึ่งจะคอยควบคุม บัญชามิให้แสดงพฤติกรรมตามพลังขับของสัญชาตญาณเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม

ขั้นพัฒนาการบุคลิกภาพ
                ฟรอยด์สนใจในเรื่องพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ และพลังบุคลิกภาพของบุคคลมาก เน้นการพัฒนามาตั้งแต่เด็ก และเน้นความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงนับว่าเป็นทฤษฎีที่มีลักษณะรวมของแบบพัฒนาและแบบประทะสังสรรค์ ทฤษฎีบุคลิกภาพของเขาใช้อธิบายได้เป็น 2 แบบ คือ อธิบายในลักษณะทฤษฎีพัฒนาการ และทฤษฎีพลังแห่งบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพในลักษณะของทฤษฎีในกลุ่มพัฒนาการ อธิบายว่า พัฒนาการในวัยแรก ๆ ของชีวิต มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพเมื่อโต โดยลักษณะที่ปรากฏในเด็ก เช่น  วิธีการปรับตัวการแก้ปัญหาในเด็ก อาจติดตัวเด็กไป ( Fixation)  กลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพเมื่อโตไม่เปลี่ยนไปตามประสบการณ์และวุฒิภาวะ ลักษณะ Fixation  นี้อาจเกิดเฉพาะลักษณะใดลักษณะหนึ่งของบุคลิกภาพ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทั้งหมดของบุคลิกภาพก็ได้
                ทฤษฎีนี้อธิบายบุคลิกภาพในลักษณะของการเจริญเติบโต และพัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่วัยวาทรกไปจนโต ถือว่าพัฒนาการที่เกิดขึ้นในวัยแรกของชีวิตจะเป็นผลให้เกิดโครงสร้างของบุคลิกภาพที่คงอยู่ จะมีการเปลี่ยนแปลงได้น้อยและเปลี่ยนแปลงได้ยากภายหลัง ลักษณะที่ปรากฏในเด็กย่อมเป็นลักษณะของผู้ใหญ่วันหน้าได้มาก ทฤษฎีนี้เชื่อว่าบุคลิกภาพของมนุษย์พัฒนาขึ้นเป็นขั้นๆ ไป 

สัญชาติญาณ 
                ฟรอยด์กล่าวว่า สัญชาติญาณเป็นเรื่องที่อธิบายยากมาก เพราะตนเองก็ยังไม่เข้าใจสัญชาตญาณทั้งหมด อย่างไรก็ดีเขาได้อธิบายสัญชาติญาณ 2 ประเภทไว้ คือ ฐิติสัญชาตญาณ (Life Instinct)หรือมุ่งเป็น และภังคสัญชาตญาณ (Death Instinct)  หรือมุ่งตาย
                1.) ฐิติสัญชาตญาณ (Life Instinct)  คือ สัญชาตญาณเพื่อเอาชีวิตรอดและการดำรงพันธ์ เช่น ความหิว ความหระหาย แรงขับดันทางเพศ สรุปได้ว่าเป็นพลังชีวิต  สัญชาตญาณในกลุ่มนี้ที่ฟรอยด์สนใจมาเป็นพิเศษ คือ สัญชาตญาณเพศ ข้อเขียนแรกระยะแรก ๆ ของเขา ดูประหนึ่งว่าเขามีความปักใจเชื่อว่า พฤติกรรมเกือบทุกประเภทขอมนุษย์มาจากแรงขับดันโดยสัญชาตญาณเพศ สัญชาตญาณเพศตามมติของฟรอยด์นั้นมิได้จำกัดเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเท่านั้น แต่เขาหมายรวมถึงความพึงพอใจที่มนุษย์เราได้รับจากกิจกรรมทางกาย เช่น กิจกรรมทางปาก (กิน พูด ฯลฯ ) เป็นตัวอย่างประการหนึ่ง
                2.) ภังคสัญชาตญาณ (Death Instinct) ฟรอยด์อธิบายว่าส่วนลึกของจิตใต้สำนึกมนุษย์ปรารถนาจะตาย มนุษย์ตะหนักดีว่าเป้าหมายสุดท้ายของชีวิต คือความตาย ชื่อนี้เป็นชื่อกลุ่มสัญชาตญาณที่มีแนวโน้มในทางดังกล่าวนี้ ลักษณะที่เด่นชัดของสัญชาตญาณนี้คือแรงกระตุ้น ให้ก้าวร้าว ทำลาย เป็นความจริงที่มนุษย์ย่อมก้าวร้าวต่อตัวเอง เช่น ทำตัวเองให้เจ็บปวด หรือลำบาก และทำต่อผู้อื่น (เช่นรังแกข่มแหง)  ผู้ใดจะแสดงความก้าวร้าวต่อตนเองมากต่อผู้อื่นน้อย หรือต่อตนเองน้อยต่อผู้อื่นมากนั้นแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ในต้อนต้น ๆ ฟรอยด์เชื่อว่าแรงขับดันทางเพศมีความรุนแรงมากกว่าแรงขับก้าวร้าว แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฟรอยด์เปลี่ยนความคิด เขาเริ่มเชื่อว่าแรงขับดันทั้งสองนั้นมีความรุนแรงพอ ๆ กัน
ฟรอยด์อธิบายว่า ทั้งฐิติสัญชาติญาณและภังคสัญชาตญาณ เป็นพลังปะทะสังสรรค์ในตัวบุคคล เช่น ทั้งรักทั้งเกลียด บางครั้งก็ชดเชยกัน เช่น แม่ที่ทีแรกโมโหตบตีลูก ต่อมากลับไปปลอบโยนอย่างอ่อนหวาน ลูกน้องที่ต้องยกย่องนายไม่ขาดปาก เมื่ออยู่ลับหลังอาจนินทาเจ้านายอย่างขึ้งเคียด ภรรยาทีรักสามีมากอาจรู้สึกบายใจเมื่อสามีจากไปไหนสักระยะหนึ่ง เป็นต้น

 ความหวาดกังกล   (Anxiety)
ฟรอยด์เชื่อว่า ความหวาดกังวลเป็นเรื่องที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะความปรารถนาของมนุษย์ไม่ได้รับการสนองสมใจเสมอไป หรือ Ego ไม่สามารถควบคุม Id  และ Super ego ได้อย่างสมดุลเหมาะเจาะตลอดมา ฟรอยด์แบ่งความหวาดกังวลออกเป็น ประเภท ได้แก่
(1)  Reality Anxiety   ได้แก่ ความไม่หวาดกลัวต่อสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่อยู่รอบตัวเรา เป็นต้นกำเนิดของ  Neurotic Anxiety และ Moral Anxiety เป็นความกังวลที่เกิดข้นกับมนุษย์เราเป็นส่วนใหญ่
(2)   Neurotic Anxiety   ได้แก่ ความหวาดกลัวตัวเองว่า ตนจะไม่สามารถคุมสัญชาตญาณได้ จะทำสิ่งที่น่าอับอายขายหน้า จะถูกประจาน ประณาม และถูกลงโทษ
(3)    Moral Anxiety   ได้แก่  ความหวาดกลัวที่เกิดจากความสำนึกผิดชอบชั่วดี
              ภาวะเหล่านี้บีบคั้นจิตใจ มนุษย์ไม่พึงปรารถนาจึงพยายามหาทางผ่อนคลาย ดังนั้น Ego จึงแสวงหาวิธีลดภาวะไม่พึงปรารถนาเหล่านี้โดยวิธีการที่เรียกว่า กลวิธานป้องกันตัว” 

กลวิธานแห่งการปรับตัว  (Defense Mechanism)
                กลวิธานป้องกันตัวเป็นการปฏิเสธหรือปิดบังอำพรางความเป็นจริง เมื่อคนเราเกิดความวิตกกังวลขึ้นแล้วก็เป็นธรรมชาติที่จะพยายามขจัดความวิตกกังวลนั้นให้หมดสิ้นไปหรือหาทางหลีกหนีไปให้พ้นจากความวิตกกังกลนั้น คนเรามีความวิตกกังวลด้วยกันทุกคนขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น วิธีช่วยลดหรือขจัดความวิตกกังวล ในแง่ของจิตวิเคราะห์เรียกว่า Defense Mechanism หรือกลวิธานแห่งการปรับตัว การใช้กลวิธานแห่งการปรับตัว การใช้กลวิธานแบบใดย่อมขึ้นอยู่กับแรงกระตุ้นที่เป็นรากฐานของความวิตกกังกลนั้นหรือกลวิธาน  ที่บุคคลนั้นเคยเรียนรู้มาสำหรับใช้ในวัฒนธรรมนั้น ดังนั้นกลวิธานแห่งการปรับตัวจึงมีอยู่ทั่วไปและชนิดของกลวิธานที่ใช้ก็แตกต่างกันออกไป


ทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบพิจารณา เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม

ทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบพิจารณา เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม 

ความเป็นมาของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบพิจารณา เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม 
                แอลเบิร์ท เอลลิส  (Albert Ellis)  เกิดในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1913  เมื่ออยู่ในวัยเด็ก เขาเป็นคนขี้โรค แต่ไม่ท้อถอย โดยทำตัวให้เข้มแข็งและใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้น  เขาเป็นนักจิตวิทยาคลินิกที่ใช้วิธีจิตวิเคราะห์และมีความเห็นว่าวิธีการนี้ใช้ไม่ได้กับทุกกรณีจึงเลิกใช้ เขาได้พัฒนาวิธีบำบัดแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม (Rational –Emotive Behavior Therapy) ขึ้น และได้เสนอหลักการและกลวิธีนี้ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป
                ผู้ให้บริการปรึกษาซึ่งใช้วิธีแบบจิตวิเคราะห์ แบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางและแบบภวนิยม ต่อต้านวิธีนี้โดยมีความเห็นว่าวิธีการนี้เน้นการคิด และความเข้าใจมากเกินไปทำให้ละเลยอารมณ์และนอกจากนั้นนักจิตวิทยาทฤษฎีอื่น ๆ ยังเห็นว่าวิธีของเอลลิสเป็นการทำสิ่งสลับซับซ้อนให้เป็นเรื่องง่ายเกินไป แต่เอลลิสก็ไม่ย่อท้อแม้จะได้รับการต่อต้าน
                ในปี ค.ศ. 1960 ได้มีการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศในการให้บริการปรึกษา และส่งผลให้เกิดการยอมรับการให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม เช่น การเคลื่อนไหวมาใช้วิธีเผชิญหน้า (encounter)  โดยใช้หลักเหตุผลการใช้กลวิธีให้บริการปรึกษาแบบเกสตอบ ซึ่งเน้นกลวิธีคิดวิเคราะห์และการสอน การใช้วิธีการแบบภวนิยม ซึ่งใช้การสนทนากับผู้รับบริการโดยวิเคราะห์หลักปรัชญา นักจิตวิทยาหลายสาขาหันมาสนใจหลักการของการให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม ซึ่งมีแนวคิดว่า สาเหตุของปัญหาด้านอารมณ์ของบุคคลเกิดจากการที่บุคคลมีความคิดเห็นเช่นใดกับตน และสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งถ้าเขาได้เปลี่ยนแปลงแนวความคิดเสียใหม่ จะทำให้ความรู้สึกและการกระทำของเขาเปลี่ยนแปลงได้
                ในขณะที่มีผู้สนใจแนวความคิดของการให้บริการปรึกษา โดยใช้เหตุผลและอารมณ์เอลลิสและนักจิตวิทยาท่านอื่น ๆ ได้เผยแพร่ความรู้ในศาสตร์สาขานี้ โดยแต่งหนังสือขึ้น เป็นต้นว่า หนังสือเรื่อง “A Guide to Rational Living” ( Ellis, ค.ศ. 1961 )    เรื่อง“Reason and Emotion in Psychotherapy” ( Ellis and Harper ,ค.ศ.1962)
             
                เนื่องจากหลักการของการให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล และอารมณ์พฤติกรรมนั้นเป็นหลักการที่สามารถอธิบายได้อย่างกระจ่างชัด ง่ายแก่การเข้ามาและการนำไปใช้ หนังสือเกี่ยวกับการให้บริการปรึกษาแบบนี้จึงแพร่หลาย และเป็นคู่มือให้นำไปประยุกต์ได้

ทฤษฎีการให้คำปรึกษา Rational –Emotive Psychotherapy   ของ Dr. Albert Ellis 
                ทฤษฎีการให้คำปรึกษาแบบ Rational –Emotive Psychotherapy  ของ Ellis เป็นวิธีการบำบัดที่ค่อนข้างจะเป็นแบบนำทาง มีความโน้มเอียงในการบำบัดทางความคิด โดยการให้ความรู้ แนวทางประพฤติปฏิบัติและเน้นหนักทางระบบการคิด การตัดสินใจ การวิเคราะห์และการตัดสินใจใหม่ด้วยใช้รูปแบบในการให้คำปรึกษาโดยวิธีการสอนอย่างตรง ๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ขึ้น ซึ่ง Dr. Ellis   มีความเชื่อโดยทั่ว ๆ ไปว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับการคิดอย่างมีเหตุผล แต่มีแนวโน้มที่จะคิดในสิ่งที่ผิด มักจะตกเป็นเหยื่อของความเชื่อที่ไร้เหตุผล และทำตัวองไปตามความเชื่อเหล่านั้น ระบบความเชื่อของบุคคลจึงเป็นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์
                โรคประสาทเกิดจากความปรวนแปรทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่มาแสดงภายหลัง เมื่อเติบโตขึ้นมาโดยมีสาเหตุจากวิธีการคิด และการกระทำที่ไร้เหตุผล เป็นสื่อนำ Dr. Ellis   ได้กล่าวไว้ว่า มีความคิดที่ไร้เหตุผลอยู่ 11 ประการ ที่ทำให้คนในสังคมแบบตะวันตกเป็น
โรคประสาท ความคิดดังกล่าวได้แก่
1.    ทุก ๆ คนต้องรักเราหรือยอมรับเราด้วยความจริงใจ
                ความคิดเช่นนี้นับว่าไร้เหตุผล เพราะว่าบุคคลที่คิดดังนี้มักจะเป็นคนที่ทำอะไรคอยแต่เอาอกเอาใจผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาจนไม่เป็นตัวของตัวเอง จะขาดความรู้สึกมั่นใจในตนเอง เพราะตามความเป็นจริงแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คนรอบข้างเราทุกคนจะเห็นว่าเราดี การที่เราพยายามทำให้บุคคลอื่นรักและชอบเรานั้นย่อมเป็นการดีแต่เราก็ไม่ควรจะมุ่งหวังให้ทุกคนจะต้องมารักและนิยมชมชื่นในตัวเราจนทำให้เรากลายเป็นคนที่ขาดความเป็นตัวของตัวเองเพราะในสังคมทั่วไปนั้นย่อมมีทั้งบุคคลที่ชื่นชอบเราและชังเราปนกันไปอันเป็นปกติวิสัยของมนุษย์ ซึ่งเราเองก็ไม่ควรจะเป็นทุกข์ร้อนมากจนเกินไปนักถ้ามีบุคคลบางคนไม่ชอบเรา
2. เราเป็นคนมีคุณค่า มีความสามารถรอบตัว มีทุกอย่างพร้อมและประสบผลสำเร็จในชีวิต
                ความคิดเช่นนี้ย่อมเป็นความจริงไปไม่ได้ คนที่ทำอะไรเรื่อต้องการจะเด่นหรือดังนั้น ในขั้นสุดท้ายของชีวิตมักจะลงเอยด้วยการเป็นโรคประสาท เพราะไม่มีใครจะรู้หมดเก่งหมดไปทุกด้าน เมื่อทำสิ่งใดไม่ได้ผลดังที่คาดหวังไว้ก็จะรู้สึกกลุ้มอกกลุ้มใจ แล้วก็จะด่าว่าตัวเองจนกลายเป็นคนมีปมด้อยหรือคอยจ้องหาโอกาสที่จะประณามผู้อื่น ซึ่งทำให้หมดความสุขในชีวิตคนฉลาดจะมองดูตนเอง ประเมินความสามารถของตนเองเพื่อว่าเวลาที่ทำอะไรจะได้ไม่ตั้งเป้าหมายที่สูงจนเกินไปจนทำไม่สำเร็จ แล้วมาตำหนิตนเองภายหลัง
3.  บุคคลใดก็ตามซึ่งรวมทั้งตนเองด้วย เมื่อกระทำความผิด หรือบุคคลที่เลวทรามต่ำช้า จะต้องได้รับการลงโทษโดยทันทีอย่างสาสม
                ความคิดเช่นนี้นับว่าไร้เหตุผล เพราะว่าโดยความเป็นจริงแล้ว ความดี ความเลว หรืออะไรผิดอะไรถูกนั้นเป็นสิ่งที่วัดกันได้ยาก แต่บุคคลที่มีความคิดว่า ผู้ที่ทำความผิด หรือผู้ที่เลวทราม ชั่วช้าควรจะต้องถูกลงโทษเพื่อประจานความผิดนั้นมักจะใช้มาตรการของตนเองไปตัดสินผู้อื่น ว่าดีหรือเลว ถูกหรือผิด แล้วทำตัวเป็นพระเจ้าคอยลงโทษผู้อื่นโดยที่ตนเองก็ยังไม่ทราบถึงสามเหตุที่แท้จรองของพฤติกรรมของผู้อื่นที่ตนกล่าวหา มนุษย์นั้นไม่มีใครที่สมบูรณ์พรั่งพร้อมไปหมดทุกประการย่อมจะมีดีมีเลวผสมกันไป บางครั้งการลงโทษก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้แต่กลับจะทำให้ผู้ที่ถูกลงโทษทรุดหนักลงไปกว่าเดิมอีก  คนที่ฉลาดจะพยายามเข้าใจผู้อื่น พยายามหาทางยับยั้งผู้อื่นเมื่อเห็นว่าผู้อื่นประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสม แม้ว่าจะได้พยายามจนสุดวิสัยแล้วก็ไม่ได้ผล ก็จะไม่เดือดร้อนเก็บมาคิดให้แค้นใจ  ถ้าตนเองกระทำผิดก็ไม่ควรคิดตำหนิว่าจนเองจนเกินกว่าเหตุ แต่จะยอมรับหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ที่สำคัญคือเขาจะไม่ประนามตนเองว่าเป็นคนเลวจนให้อภัยไม่ได้
                4.  ถ้าคาดกหวังสิ่งใดแล้วไม่เป็นไปตามนั้น โลกนี้จะต้องพังทลาย หรือทนไม่ไหวจนแทบจะคลั่งตาย
                ความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล ตามธรรมดาผู้ที่ผิดหวังจะต้องรู้สึกไม่สบายใจ แต่ถ้าเก็บไว้คิดนาน ๆ หรือหายช้านั้นก็ไม่สมควรเพราะความขุ่นข้องหมองใจไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา แต่กลับจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้เหตุการณ์นั้นเลวร้ายลงไปอีก เมื่อความผิดหวังเกิดขึ้นควรจะได้ยอมรับ
ในความผิดหวังนั้น แต่จะค่อยมองหาลู่ทางในการแก้ไขปัญหานั้น อะไรที่พอจะแก้ไขได้ก็แก้ไขไปอะไรที่แก้ไขไม่ได้ก็ยอมรับ เพราะความขุ่นข้องหมองใจย่อมทำให้ความสุขที่เราควรจะได้รับนั้นลดน้อยลงไป แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ความสุขของชีวิตหมดไปเลย
                5.  ความทุกข์มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งตัวเราไม่มีทางจะไปควบคุมอะไรได้เลย
                ความคิดทำนองนี้ยังไม่ถูกต้องทีเดียวนัก เพราะความทุกข์นั้นเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสิ่งแวดล้อมภายนอก เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสิ่งแวดล้อมภายนอก เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะมีผลทำให้คนเราเป็นทุกข์มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความรู้สึกของบุคคลนั้นเป็นสำคัญ ถ้าเราสามารถควบคุมอารมณ์และจิตใจของตัวเองได้  เราก็จะควบคุมความรู้สึกทุกข์ร้อนได้เพราะสุขหรือทุกข์นั้นส่วนหนึ่งอยู่ที่ใจของเราเอง
                6.  สิ่งอันตราย และน่าสะพรึงกลัวอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงคอยแต่พะวงคิดวิตกไว้ล่วงหน้าอยู่เสมอ
                ความคิดเท่านี้นับว่าไร้เหตุผล เพราะว่าความกังวลใจจนเกินเหตุจะทำให้คนเราขาดความรอบคอบในการพิจารณาไตร่ตรองถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น แหละแม้ว่าเกิดอันตรายขึ้นมาจริงก็ไม่สามารถจะแก้ไขได้เพราะมัวแต่กลัดกลุ้มอยู่ พอดีพอร้ายก็พลอยเป็นผู้ที่ทำให้อันตรายนั้นเกิดขึ้นเองเพราะมัวแต่วิตกกังวลจะขาดสติ บางครั้งเหตุการณ์ก็มิได้รุนแรงดังที่คิดไว้แต่ตัวเองก็คิดมากเกินไปและกลัวไปเอง ความกลัวนั้นไม่ได้ช่วยให้เหตุการณ์ต่าง ๆ ยุติได้ถ้าเหตุสุดวิสัยนั้นจะเกิดขึ้น แต่ความวิตกกังวลจนเกินกว่าเหตุจะทำให้อันตรายนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าที่จะเกิดขึ้นจริงไปอีก
                7.  คอยหลีกเลี่ยงความยุ่งยากและความรับผิดชอบ เป็นการดีกว่าที่จะไปเผชิญหน้ากับมัน         
                ความคิดเช่นนี้นับว่าไร้เหตุผล เพราะว่าการที่คนเราพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมักจะต้องพบกับความยุ่งยากลำบากใจในภายหลังมากขึ้นไปอีก และยังจัดว่าเป็นบุคคลประเภทที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง   ผู้ที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายโดยไม่พิถีพิถันเลยก็ไม่จำเป็นว่าจะมีความสุขเสมอไป คนที่ฉลาดนั้นจะทำในสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงหรือละเว้นเฉพาะเรื่องที่เห็นว่าจำเป็น คนเราควรจะมีวินัยและมีความรับผิดชอบชีวิตจึงจะรื่นรมย์
8.   เราต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา และต้องคอยหาผู้อื่นมาคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ
                คนที่เวลาจะทำอะไรต้องคอยแต่เฝ้าร่ำหาผู้อื่นให้ช่วยเหลืออยู่ตอลดเวลานั้น จะทำให้เป็นคนที่ทำอะไรไม่เป็นตัวของตัวเองเป็นคนที่ขาดอิสรภาพ ขาดความมั่นใจ และสูญเสียโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถของตนเอง คนที่ฉลาดจะพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และเมื่อถึงคราวจำเป็นที่ต้องการความช่วยเหลือเขาก็จะออกปากขอความช่วยเหลือหรือยอมรับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นได แต่อย่างไรก็ตามเขาก็จะพยายามจะช่วยตนเองก่อน
                9.  ประสบการณ์ในอดีต  เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อนเป็นเครื่องตัดสินพฤติกรรมของบุคคลในปัจจุบัน อิทธิพลของอดีตที่เป็นมาอย่างไรก็ไม่มีวันที่จะลบล้างไปได้
                ในทางตรงกันข้าม พฤติกรรมที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ซึ่งในอดีตอาจะเคยสำคัญมา ก็อาจไม่มีความสำคัญอะไรในปัจจุบันก็ได้ เพราะเหตุการณ์ในอดีตอาจไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ในปัจจุบันเลย การยกเอาอดีตมาเป็นสิ่งที่สำคัญนั้นมักจะเป็นข้ออ้างของบุคคลที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เหตุการณ์ในอดีตมิใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้เลย คนที่ฉลาดจะระลึกเสมอว่าอดีตมีความสำคัญ เหตุการณ์ในอดีตจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับปัจจุบันแต่เขาจะไม่ติดอยู่กับอดีตอย่างเคร่งครัด และเมื่อได้วิเคราะห์สิ่งสำคัญในอดีตแล้วก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีทางได้อย่างคล่องตัว
                10.  คนเราควรจะพลอยเป็นทุกข์ร้อนไปกับปัญหาของบุคคลอื่น
                ความคิดเช่นนี้นับว่า ยังเป็นความเข้าใจผิดอยู่อีกมากเพราะว่าปัญหาของบุคคลอื่นที่เราไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลืออะไรเขาได้เราก็ไม่ควรจะเก็บมาวิตกทุกข์ร้อนจนเกินไป ถึงแม้ว่าเก็บมาวิตกทุกข์ร้อนก็ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้คนที่ฉลาดจะดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเราหรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องก็จะพยายามแก้ไขเท่าที่สามารถจะทำได้ ถ้าหากช่วยเหลืออะไรไม่ได้ก็ต้องยอมรับว่าช่วยไม่ได้ แต่ก็จะได้พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ถ้าหากช่วยเหลืออะไรไม่ได้ก็ต้องยอมรับว่าช่วยไม่ได้ แต่ก็จะได้พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
                11.  ปัญหาทุกปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องมีผลลัพธ์ที่ถูกต้องหรือดีที่สุด และเราจำเป็นต้องหาให้ได้ มิฉะนั้นจะต้องเกิดผลร้ายขึ้นอย่างแน่นอน
                ความคิดเช่นนี้ยังเป็นความคิดที่ไร้เหตุผล เพราะว่า
ก.      โดยความเป็นจริง  ไม่มีอะไรที่เป็นทางออกที่ดีที่สดเพราะสิ่งที่ดีที่สุดนั้นใช้เกณฑ์อะไรมาเป็นเครื่องวัด
ข.      การมั่งมั่นจะหาทางแก้ไขที่ดีที่สุด จะก่อให้เกิดความวิตกกังวลจนทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
ค.      บุคคลที่ทำอะไรต้องดีที่สุดนั้น เป็นบุคคลที่จัดอยู่ในจำพวก Perfectionist  ซึ่งเป็นพวกที่มองดูแล้วน่าสมเพชมากกว่าพวกที่ทำอะไรอย่างปกติธรรมดา
คนฉลาดจะมองหาทางแก้ไขหลาย ๆ ทาง แล้วยอมรับในแนวทางที่คิดว่าดีที่สุดเท่ามีอยู่และสามารถจะทำได้ พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีทางออกใดที่ดีที่สุด หรือสมบูรณ์ที่สุด

จุดมุ่งหมายของการให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม 
                1. ช่วยให้ผู้รับบริการตระหนักว่า การครุ่นคิดแบบผิด ๆ ก่อให้เกิดอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ผู้ให้บริการปรึกษาจะช่วยให้ผู้รับบริการมีอารมณ์ที่มั่นคงเหมาะสม และระงับอารมณ์ที่จะก่อให้เกิดการพ่ายแพ้ตนเองหรือในความเสื่อมเสียมาสู่ตนเอง
2. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความสนใจทั้งกับตนเองและบุคคลอื่น เป็นธรรมดาที่เราย่อมมีความสนใจตนเองก่อน และต่อไปจะให้ความสนใจแก่บุคคลอื่น เนื่องจากมนุษย์ต้องอยู่ในโลกกับบุคคลอื่น ฉะนั้นเขาจึงไม่ควรสนใจเฉพาะตนเอง แต่ควรให้ความสนใจและเมตตาต่อผู้อื่นด้วย จึงจะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมโลกกันได้อย่างมีความสุข
3.  ช่วยให้ผู้รับบริการมีความรับผิดชอบต่อตนเอง สามารถเลือกดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง ถ้าต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น จะต้องไม่เรียนร้องจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
4.    ช่วยให้ผู้รับบริการใจกว้าง ให้มีแนวความคิดว่าทุกคนย่อมีโอกาสผิดพลาดได้ เมื่อเห็นว่าบุคคลใดมีพฤติกรรมไม่พึงปรารถนา ไม่ควรประณามว่าเกิดจากสันดานของเขา
5. ช่วยให้ผู้รับบริการยอมรับความไม่เที่ยงแท้ต่าง ๆ ผู้รับบริการควรมีอารมณ์มั่นคง และยอมรับข้อเท็จจริงว่า เราอยู่ในโลกของความไม่แน่นอน ไม่มีอะไรที่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นไม่ควรยึดติดยึดมั่นถือมั่น และเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ขึ้นไม่ควรหวั่นไหวเกินกว่าเหตุ
6.  ผู้รับบริการจะได้รับความช่วยเหลือให้มีความยืดหยุ่นความคิดโดยยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลที่มีแนวความคิดต่างกัน โดยไม่ดันทุรังหรือทนไม่ได้เมื่อผู้อื่นแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากตน
7.  ผู้รับบริการจะได้รับความช่วยเหลือให้มีความมุ่งมั่นในการทำสิ่งที่เขาคิดว่าเขาเห็นความสำคัญและให้ความสนใจ
                8.    ช่วยให้ผู้รับบริการกล้าที่จะเสี่ยงตัดสินใจ หรือเสี่ยงกระทำสิ่งต่าง ๆ บ้าง แม้จะไม่แน่ใจในผลที่จะได้รับร้อยเปอร์เซ็นต์
                9.   ช่วยให้ผู้รับบริการเกิดความยินดีที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ และยอมรับตนเอง หาความสุขใส่ตัวได้โดยไม่ทำความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น
                10.   ช่วยให้บุคคลพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบเต็มไปด้วยวิจารณญาณ เป็นต้นว่า ไม่ประเมินตนเอง โดยใช้เกณฑ์จากภายนอกโดยสิ้นเชิง เกณฑ์ภายนอก เช่น พิจารณาจากความสำเร็จที่ตนได้รับ หรือการที่บุคคลอื่นประเมินเขา โดยเฉพาะการประเมินจากคนเพียงคนเดียว 

ทฤษฎีบุคคลภาพ ABC ของ Rational – Emotive Psychotherapy
          ทฤษฎี Rational – Emotive Psychotherapy นี้ยอมรับความจริงว่าการที่คนเรากระทำการอะไรไปนั้นจะต้องมีสามเหตุปละการกระทำส่วนใหญ่มักจะเป็นไปด้วยความสมัครใจของตนเองแต่ทฤษฎีนี้มีความเชื่อที่ว่าคนเราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง หรือกำหนดแนวชีวิตของตนเองได้แม้ว่าในบางครั้งอาจต้องใช้ ความพยายามที่ค่อนข้างสูงจึงสำเร็จก็ตาม ซึ่งการที่ยอมรับว่าพฤติกรรมมนุษย์เรา สามารถกำหนดพฤติกรรมและอารมณ์ของตนเองได้นั้น สามารถอธิบายได้โดยใช้ทฤษฎีบุคลิกภาพ ABC ซึ่ง หมายถึง  สภาวะที่เกิดขึ้นตามสภาพการณ์ที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเรื่องราว หรือพฤติกรรม หรือ ทัศนคติของบุคคล C ได้แก่พฤติกรรมที่แสดงตอบโต้ออกมาในแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะโดยลักษณะปัญหาทางอารมณ์ หรือ โดยท่าทีที่ขาดความสุขซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกนี้มองดูคล้ายกับว่า เกิดขึ้นตาม A หรือตามเหตุการณ์ที่เป็นจริง แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เป็นไปตามความจริงคือ A นั้นไม่ใช่สาเหตุของพฤติกรรมที่โต้ตอบออกมา คือ C  อย่างแท้จริง สาเหตุสำคัญได้แก่ B ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเป็นไปตามความคิดที่แต่ละคนคิดแล้วบอกกับตนเอง โดยใช้ห้วงความคิดพร้อมทั้งตีความด้วยตนเองไปว่า เหตุการณ์นั้นมีอันตรายร้ายแรง น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ดังนั้นจึงควรหาทางเปลี่ยนแปลงระบบการคิด และพยายามควบคิดทัศนคติ ตลอดจนพฤติกรรมของบุคคลบางคนที่คิดผิด ๆ ให้พยายามหันมาหัดใหม่ โดยคิดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง 
บทบาทของผู้ให้บริการปรึกษาและกลวิธีให้บริการปรึกษาโดยพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม
                การให้บริการปรึกษาแบบพิจาณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรมไม่ใช่กระบวนการที่ใช้วิธีเดียวอย่างยืดมั่น แต่เป็นวิธีที่ใช้กลวิธีหลาย ๆ อย่างตามความเหมาะสมโดยยึดหลักการต่อไปนี้คือ
                 สรุปได้ว่าต้นเหตุสำคัญคือความคิดที่ไร้เหตุผล หรือความคิดผิด ๆ นั้นก่อให้เกิดผลเสียด้านอารมณ์ คือ ทำให้เกิดอารมณ์ไม่เหมาะสม เป็นต้นว่า ทุกข์โศกหนัก ท้อแท้ สิ้นหวัง รู้สึกมุ่งร้าย รู้สึกไร้ค่า อิจฉา ริษยา ซึ่งเป็นภัยต่อผู้มีปัญหา ก่อให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงปรารถนา ฉะนั้นวิธีให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรมจึงเน้นการหาวิธีแก้ความคิดผิด ๆ ที่เป็นต้นเหตุนั้นเสียโดยผู้ให้บริการปรึกษาจะต้องเข้าใจวิธีคิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ของผู้รับบริการและสนับสนุนให้ผู้รับบริการเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ตามขั้นตอนต่อไปนี้คือ
                ขั้นแรก   ผู้ให้บริการปรึกษาชี้ให้ผู้รับบริการตระหนักว่าความคิดของผู้รับบริการเป็นความคิดที่ไร้เหตุผลอย่างไร และทำไมจึงคิดอย่างนั้น ตลอดจนชี้ให้เห็นว่าความคิดที่ไร้เหตุผลเช่นนั้นทำให้เกิดปัญหาอารมณ์ได้อย่างไร ผู้ให้บริการปรึกษาพยายามช่วยให้ผู้รับบริการเรียนรู้ที่จะแยกความเชื่อที่มีเหตุผลออกจากเชื่อที่ไร้เหตุผล
                ขั้นที่สอง ผู้ให้บริการปรึกษากระตุ้นให้ผู้รับบริการตระหนักถึงว่าเขาตะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาของตนเอง อันเนื่องมาจากการที่เขาเฝ้าคิดอย่างไร้เหตุผล
                ขั้นที่สาม ผู้ให้บริการปรึกษาช่วยให้ผู้รับบริการเปลี่ยนความคิด ไม่ขจัดความคิดอันไร้เหตุผลออกไปเสีย โดยใช้กลวิธีแบบนำทาง ชักชวน ชี้แจงเหตุผล
                ขั้นสุดท้าย  เป็นขั้นที่ผู้ให้บริการปรึกษาช่วยให้ผู้รับบริการมีความคิดที่มีเหตุผลในเรื่องทั่ว ๆ ไปซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาในปัจจุบันของตน เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการมีปรัชญาชีวิตอันเต็มไปด้วยเหตุผล เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของความคิดอันไร้เหตุผลอีกต่อไปในอนาคต 

บทบาทของผู้ให้บริการปรึกษาดังนี้คือ 
            1. การสอนหรือการอธิบายโดยตรง (Direct Teaching)
               ผู้ให้บริการปรึกษาจะอธิบายหรือชี้แจงแก่ผู้รับบริการโดยตรงเพื่อแก้ความคิดไร้เหตุผลของผู้รับบริการ เป็นต้นว่า   ถ้าผู้รับบริการมีความเชื่อผิด ๆ ว่าตนจะต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบมิฉะนั้นจะเป็นคนที่ไร้ค่า ผู้รับบริการคิดว่าตนเองไร้ค่า เพราะพี่เก่งคำนวณ น้องมีพรสวรรค์ด้านดนตรี แต่เธอไม่มีอะไรเด่นเลย
                     ในกรณีเช่นนี้ผู้ให้บริการปรึกษาควรชี้แนวทางให้ผู้รับบริการเข้าใจว่าแม้ว่าเธอจะไม่มีอะไรเด่น แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะด้อย ความสามารถเป็นสิ่งที่มีระดับ เมื่อเปรียบเทียบกับพี่ ผู้รับบริการมีความสามารถทางคำนวณน้อยกว่า ไม่ได้หมายความว่าผู้รับบริการจะไม่มี
ความสามารถด้านนี้เลย ผู้รับบริการก็มีความสามารถด้านคำนวณแต่อยู่ในอีกระดับหนึ่ง และผู้รับบริการมีศักยภาพด้านอื่นอีกซึ่งอาศัยเวลาและประสบการณ์ในอันที่จะพัฒนาศักยภาพนั้น ๆ
                     ในกรณีที่ผู้รับบริการรู้สึกว่าตนเป็นคนไม่ดีเพราะยังมีอารมณ์โกรธอยู่ให้ผู้ให้บริการปรึกษาควรอธิบายให้ผู้รับบริการฟังว่า ความรู้สึกโกรธเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนมี เพียงแต่ต่างระดับกันเท่านั้น ถ้าแสดงออกอยู่ภายในขอบข่ายที่ไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่รุนแรงเกินไปนักก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
                   ในกรณีที่ผู้รับบริการพยายามหนีปัญหา ผู้ให้บริการปรึกษาควรสนับสนุนให้ผู้รับบริการเผชิญหน้ากับปัญหา แลพยายามทำให้สถานการณ์บรรเทาเบาลง โดยใช้ความคิดวิจารณญาณที่สุขุมรอบคอบ และมีศรัทธาในความสามารถของตนที่จะแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต
                2.  กำหนดงานให้ทำ (Homework Assignment) 
                   ในกรณีที่ผู้รับบริการคิดว่า การเป็นผู้สนทนาที่ดีจะต้องรู้หัวข้อสนทนาต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ผู้ให้บริการปรึกษาอาจกำหนดให้ผู้รับบริการไปบันทึกหัวข้อสนทนาที่เขาได้ยินได้ฟังมาภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งผลปรากฏว่า ผู้รับบริการพบว่าหัวข้อสนทนาที่เขาได้ยินได้ฟังมาเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งไม่ต้องใช้ความรู้เฉพาะตัวมากนัก แต่เป็นการสนทนาที่เน้นการแสดงความคิดเห็นและทัศนคติ ซึ่งทำให้ผู้รับบริการรู้สึกสบายใจขึ้น และเกิดกำลังใจว่าก็สามารถจะพัฒนาการสนทนาของเขาได้

ทฤษฎีการให้การปรึกษาเชิงบำบัดแนวเกสตัลท์ ( Gestalt Therapy )

ทฤษฎีการให้การปรึกษาเชิงบำบัดแนวเกสตัลท์ ( Gestalt Therapy )

  ความเป็นมาของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบเกสตัลท์
                เฟรทเดอริค เอส เฟิลส์ (Frederick S. Perls) เป็นผู้ริเริ่มจิตบำบัดแบบเกสตัลท์ (Gestalt Therapy) เขาเกิดในเยอรมันเมื่อปี ค.ศ. 1893 ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์ในปี ค.ศ.1920 และได้ประสบการณ์เกี่ยวกับจิตเวชในเบอร์ลิน โดยใช้วิธีจิตวิเคราะห์ในการบำบัดรักษาคนไข้ หลังจากนั้นฟิลส์ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ที่แอฟริกาใต้ และได้เริ่มคิดวิธีการอื่นในการบำบัดรักษาคนไข้โรคจิต โรคประสาท ต่อมาในปี ค.ศ. 1946 เขาย้ายมาอยู่ในอเมริกาและในช่วงนั้นเฟิลส์ได้นำวิธีการแบบเกสตัลท์มาใช้ในการบำบัดรักษาคนไข้ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี ค. ศ. 1970
                กล่าวโดยสรุป คือ ทฤษฎีการให้การปรึกษาเชิงบำบัดแนวเกสตัลท์  เป็นการบำบัดทางประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นที่การมีสติหรือการตระหนักรู้ ถึงความรู้สึกของตนเองที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และการทำงานของกายกับใจที่ควบคู่กันไป กล่าวคือเป็นการทำงานของความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ ที่รวมกันเป็นกระแสธาร ลักษณะของจิตบำบัดแนวเกสตัลท์จึงเป็นแบบ Holistic Approach ซึ่ง Perls เชื่อว่าจะทำให้เกิดบูรณาการได้มากกว่าที่จะแยกออกมาวิเคราะห์เป็นบางส่วน

การพิจารณามนุษย์ตามแนวคิดของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบจิตวิทยาเกสตัลท์
   จิตวิทยาเกสตัลท์มีแนวความคิดเกี่ยวกับการพิจารณามนุษย์ดังนี้คือ
Ø มนุษย์เป็นอิสระจากอดีต เขาอยู่ในปัจจุบันมนุษย์ไม่สามารถจัดการกับอดีตและอนาคตได้อย่างแน่นอน แต่บุคคลสามารถดำเนินการกับปัจจุบันได้แน่นอนกว่า มีคำกล่าวเกี่ยวกับแนวความคิดของเกสตัลท์ว่าจงอยู่กับปัจจุบัน อย่าอยู่กับอดีต และอย่าเลื่อยลอยไปกับอนาคต
Ø ทฤษฎีมีความเชื่อเหมือนทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบบุคคลเป็นศูนย์กลางและทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบภวนิยม ที่ว่ามนุษย์มีความสามารถที่จะปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมและดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพสามารถแก้ปัญหาและตัดสินใจได้ด้วยตัวเองและมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
Ø มนุษย์พยายามพัฒนาตนเองแต่มีความหมายแตกต่างจากการพัฒนาตัวเองของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบผู้รับบริการแบบศูนย์กลาง ซึ่งเน้นให้ผู้รับบริการพัฒนาตนเองในอนาคต แต่แนวคิดของการให้บริการปรึกษาแบบเกสตัลท์เน้นให้ผู้รับบริการพัฒนาตนเองในปัจจุบัน
Ø มนุษย์สามารถจัดระบบชีวิต และแก้ปัญหาของตนเองได้ (Self regulation) เมื่อเกิดอารมณ์เครียดหรือเกิดความต้องการด้านต่างๆ ขึ้น มนุษย์จะพยายามทำให้เกิดความสมดุล เช่น พยายามลดความเครียดลง หรือพยายามกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะสนองความต้องการ แต่ถ้ามนุษย์มัวแต่รำพึงรำพันถึงอดีตหรือแสวงหาอนาคตโดยไม่นึกถึงภาวะปัจจุบัน เขาก็จะไม่สามารถจัดระเบียบหรือลดความเครียดด้านจิตลงได้
Ø การที่มนุษย์ตระหนักรู้ (Awareness) ในความต้องการของตน จะช่วยให้มนุษย์หาทางตอบสนองความต้องการ แต่ถ้าพยายามหลีกเลี่ยงไม่นึกถึงความต้องการนั้น จะใช้พลังงานไปในการเก็บกดความต้องการซึ่งจะทำให้เครียดหนักขึ้นและไม่สามารถตอบสนองความต้องการใดๆ ได้
Ø บุคคลประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่สัมพันธ์กันทั้งร่างกาย อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกและการรับรู้ เป็นการผสมผสานกัน(integration)เป็นการแสดงออกอย่างคนที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
Ø มนุษย์เกิดมาโดยไม่ได้มีความดีและความชั่วติดตัวมาด้วย  มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม เขาต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การที่จะเข้าใจบุคคลจะต้องเข้าใจสิ่งแวดล้อมของเขาด้วย
Ø บุคคลมีเสรีภาพที่จะเลือกตอบสนองต่อสิ่งเร้า
Ø การตระหนักต่อความรู้สึก ความคิด อารมณ์และการรับรู้ของตนในสภาพการณ์ต่างๆ ช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
ความเชื่อของการบำบัดแนวเกสตัลท์ พอสรุปได้ดังนี้
                      1. มนุษย์มีลักษณะเป็นหน่วยที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตนเอง ร่างกาย อารมณ์ ความคิด ประสาทสัมผัสและการรับรู้ มีการทำงานที่สัมพันธ์กัน มนุษย์จึงมีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเข้าใจมนุษย์นั้นจะเข้าใจเฉพาะในแต่ละส่วนไม่ได้ จำเป็นต้องเข้าใจลักษณะของหน่วยเต็มทั้งหน่วย คือบุคคล
                      2. มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม การที่จะเข้าใจมนุษย์ให้ลึกซึ้งจำเป็นต้องเข้าใจทั้งบุคคล และสภาพแวดล้อมของเขา
                      3. มนุษย์เป็นผู้เลือกที่จะแสดงพฤติกรรมของตนเองในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก และภายใน
                      4. มนุษย์มีความสามารถที่จะรับรู้หรือสัมผัสถึงความคิด อารมณ์ และการรับรู้ของตนเอง
                      5. มนุษย์มีประสิทธิภาพในการรับรู้ถึงตนเอง มีสติ (Self Awareness) จึงทำให้มนุษย์มีความสามารถในการตัดสินใจเลือก พร้อมทั้งมีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของเขา
                     6. มนุษย์มีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                      7. มนุษย์ไม่สามารถนำตนเองไปเผชิญกับอดีตหรืออนาคตได้ เขาสามารถเผชิญเหตุการณ์ด้วยตนเองได้กับปัจจุบันเท่านั้น นั้นคือ คนเราสามารถรับรู้ถึงประสบการณ์ส่วนตนจากปัจจุบันเท่านั้น อดีตหรืออนาคตสามารถรับรู้ได้จากปัจจุบัน โดยการจำหรือการคิดคาดหวัง
8. โดยพื้นฐานของธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราไม่ดีหรือไม่เลวโดยกำเนิด 

จุดมุ่งหมายของการให้การปรึกษาแบบเกสตัลท์
                   1. ให้ผู้รับการปรึกษาเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพึ่งพาผู้อื่น มาสู่การพึ่งพาตนเอง รับผิดชอบต่อตนเองพัฒนาไปสู่การมีวุฒิภาวะ
                    2. ให้ผู้รับการปรึกษามีประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง สามารถใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
                    3. ช่วยให้ผู้รับการปรึกษาได้ใช้พลังงานของชีวิตอยู่กับปัจจุบัน รู้จักปล่อยวางอดีต โดยการทำความรู้สึกที่คั่งค้างให้สมบูรณ์ และไม่วิตกเกี่ยวกับอนาคต
                    4. ช่วยให้ผู้รับการปรึกษากล้าเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่างไปจากบุคคลอื่น เข้าใจในค่านิยมและกฏเกณฑ์ของสังคม

บทบาทของผู้ให้บริการปรึกษาแบบเกสตัลท์
                    1. ผู้ให้บริการปรึกษาจะไม่ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะตีความหมาย ประสบการณ์ของผู้รับบริการหรือคาดคะเนอนาคตให้ผู้รับบริการ
                    2. . ผู้ให้บริการปรึกษาจะต้องช่วยให้ผู้รับบริการเกิดความกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบ และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่
                    3. . ผู้ให้บริการปรึกษาจะเปิดโอการให้ผู้รับบริการได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการให้บริการปรึกษาให้มากที่สุด
                    4. . ผู้ให้บริการปรึกษาจะสังเกตความไม่สอดคล้องกันระหว่างคำพูดกับอารมณ์ของผู้รับบริการ  แล้วป้อนกลับไปให้ผู้รับบริการได้ตระหนักถึงพฤติกรรมและอารมณ์ของเขาในขณะนั้น 

เทคนิคและวิธีการที่ให้การปรึกษา
                  การให้การปรึกษาแบบเกสตัลท์มีเทคนิค และวิธีการมากมายที่จะช่วยผู้รับการปรึกษาเกิดการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง พึ่งพาตนเอง รับผิดชอบต่อการกระทำและความรู้สึกของตนเอง โดยผู้ให้การปรึกษาเลือกใช้เทคนิคต่างๆ ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ อย่างไรก็ตามผู้ให้การปรึกษาต้องตระหนักว่าเทคนิคต่างๆจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายของการให้การปรึกษาได้นั้น จะต้องอิงอยู่กับสัมพันธภาพที่ดีของการให้การปรึกษา เทคนิคที่สำคัญได้แก่
                  1. การฝึกใช้ภาษา เพื่อช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับความรู้สึกและการกระทำของตนเอง โดยผู้ให้การปรึกษาใช้เทคนิคดังนี้
                   1.1 ให้ผู้รับการปรึกษาใช้สรรพนามแทนตนเองตรงๆ ( Personalizing Pronouns) ช่วยให้ผู้รับการปรึกษารับรู้ตนเอง คิด พูด และมีความต้องการอย่างไร และรับผิดชอบต่อการพูด ความรู้สึกและการกระทำของตนเอง เพราะบุคคลมักจะปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง จึงมักจะเอ่ยลอยๆ เช่น ใครๆก็คงรู้สึกไม่อยากต่อสู้กับปัญหาแบบนี้ การที่ไม่รู้สึกอยากต่อสู้ ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย แต่การเอ่ยแบบนี้เป็นการเลี่ยงที่จะรับรู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างนั้น
                     1.2  เปลี่ยนคำถามให้เป็นประโยค (Changing question to statement) ผู้ให้การปรึกษาแบบเกสตัลท์จะไม่พยายามตอบคำถามที่ผู้รับการปรึกษาถาม เพื่อเลี่ยงที่จะกล่าวถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง แต่จะกระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษารับรู้ถึงความรู้สึกนั้น และให้พูดออกมาในลักษณะของประโยคบอกเล่า
                  2. ฝึกผู้รับการปรึกษาให้รับรู้ถึงความรู้สึกต่างๆที่ตนเองมี ทั้งความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงโดยไม่พยายามปฏิเสธในส่วนที่เป็นตนตามอุดมคติ ที่เรียกร้องให้ทำตามค่านิยมของสังคม มีเทคนิคดังนี้
                   2.1 การพูดโต้ตอบด้วยตนเอง ( Game of Dialogue) ในขณะที่ผู้ให้การปรึกษาต้องสังเกตภาษาท่าทาง โดยให้ผู้รับการปรึกษาถ่ายทอดความรู้สึกที่ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงไปที่มือข้างขวา แล้วถ่ายทอดความรู้สึกที่แท้จริงไปที่มือข้างซ้าย แล้วพูดโต้ตอบกันถึงความรู้สึก 2 ด้านนี้ เทคนิคนี้ช่วยให้เกิดความกระจ่างถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง ความวิตกกังวลก็จะลดลง สามารถเลือกตัดสินใจได้และรับผิดชอบต่อการเลือกของตนเอง โดยไม่รู้สึกว่าถูกบงการจากผู้อื่น
                      2.2 เทคนิคเก้าอี้ว่างเปล่า ( The empty chair technique) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้รับการปรึกษารับรู้ถึงความรู้สึกขัดแย้งภายในตัวเองให้กระจ่างขึ้น มีวิธีโดยใช้เก้าอี้สองตัว ตั้งประจันหน้ากันไว้ แล้วให้ผู้รับบริการปรึกษาแสดงบทบาทและคำพูด ในส่วนที่เป็นความต้องการที่แท้จริง เมื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง พูดไปกับเก้าอี้ตัวที่ว่างที่เป็นส่วนของความรู้สึกตามอุดมคติ ที่บอกตนเองว่าควรทำอะไร แล้วย้ายไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามที่ว่าง แล้วแสดงบทบาทเป็นส่วนของความรู้สึกตามอุดมคติที่ขัดแย้งอยู่แล้วโต้ตอบกลับไป เทคนิคนี้จะช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเข้าใจความรู้สึกทั้งสองที่ตนมีได้กระจ่างมากขึ้น
                     3. ฝึกให้ผู้รับการปรึกษาใช้จินตนาการ ( Fantasy game) เป็นการย้ายความรู้สึกและความต้องการของตนเองไปยังสิ่งอื่น แล้วจินตนาการว่าถ้าเป็นตนเองจะมีความรู้สึกและต้องการอย่างไร
                    1. เกมการซ้อมบท ( Role Playing) เป็นการแสดงบทบาทเมื่อผู้รับการปรึกษาได้เผชิญเหตุการณ์ด้วยตนเอง โดยให้แสดงบทบาทที่ตนคิดเอาไว้ออกมาจริงๆ
                        4. การแสดงบทบาทที่กล่าวโทษผู้อื่น ( Playing the projection) เป็นการช่วยให้ผู้รับการปรึกษาได้ตระหนักถึงความรู้สึกที่ไม่ดีภายในตนเอง ที่ตนเองไม่กล้ายอมรับ และมักจะคอยจับผิดและกล่าวโทษผู้อื่น ให้เกิดความพยายามปรับปรุงแก้ไขตนเอง โดยไม่กล่าวโทษผู้อื่น
                       5. ฝึกให้ผู้รับการปรึกษาเพ่งอยู่กับความรู้สึกตนเอง ( Staying with the feeling) เป็นการให้ผู้รับการปรึกษาได้รับรู้ความรู้สึกของตนเองในสภาวะปัจจุบันให้ได้ และให้กล้าเผชิญกับความจริงโดยไม่เลี่ยงความรู้สึกที่ไม่อยากสัมผัส ซึ่งมักจะเป็นความรู้สึกที่คั่งค้างต่อประสบการณ์ต่างๆในอดีต ที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมปัจจุบัน 
คำวิจารณ์การให้บริการปรึกษาแบบเกสตัลท์
       ข้อดี
         1. ช่วยให้ผู้รับบริการเผชิญกับความจริงให้กล้าสู้ความจริงและสู้ชีวิต เผชิญกับความรู้สึกที่อยากหลีกหนีให้หลุดพ้นจากความรู้สึกท้อแท้หมดหวัง
         2. สนับสนุนให้ผู้รับบริการมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน และการตัดสินใจของตน ให้ผุ้รับบริการสามารถเอาชนะอุปสรรคและแก้ปัญหาได้
  3.เน้นปัจจุบัน ไม่เพ้อฝันถึงอนาคตหรือติดข้องอยู่กับอดีต
  4.กลวิธีของเกสตัลท์จะใช้ได้ผลดีก็ต่อเมื่อบุคคลเกิดปัญหาดังที่กล่าวไปแล้ว
   ข้อเสีย
       1. ผู้ให้บริการเป็นผู้ชี้นำให้ผู้รับบริการทำอย่างนั้น อย่างนี้มากกว่าปล่อยให้ผู้รับบริการดำเนินการเอง
       2.  วิธีนี้อาจไม่ได้ผลกับผู้ที่มีอารมณ์เปราะบางวิธี บางอย่างอาจก่อให้เกิดความเครียดทางอารมณ์
      3. วิธีให้บริการปรึกษาแบบเกสตัลท์นี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับ
            - บุคคลที่ไม่ตระหนักในความรู้สึกของตน
            - บุคคลที่ต้องการเฉพาะข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเฉพาะหน้า
            - บุคคลที่มีปัญหาวิกฤต
            - บุคคลที่ไม่สามารถใช้จินตนาการได้ดีพอที่จะร่วมกิจกรรมต่างๆ
                       กล่าวโดยสรุปเกสตัลท์จะไม่ใช่การวิเคราะห์ การวินิจฉัย และการทดสอบ ดังนั้นการตั้งคำถามจึงเป็นคำถามประเภท อะไร และ อย่างไร จะไม่ใช้คำถาม ทำไม ส่วนการตีความนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้รับการปรึกษา